ชื่อ : สกุล :
เบอร์โทรศัพท์ : เบอร์มือถือ
อีเมล
ข้อความ
TH EN

Tips to identify diamonds




ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ไม่ใช่เสียงเครื่องรูดเครดิตการ์ดอิเล็กโทรนิกส์ที่ไหน แต่เป็นเสียงเครื่องตรวจสอบ เพชร (DIAMOND TESTER)รุ่นเดิมที่มีอยู่ในท้องตลาดร้อง เวลาเราเอาเครื่องไปจี้โดนเพชรหรือโมอีส

“เพชร หรือ โมอีส” เดี๋ยวก่อน!โมอีสนี่หมายถึงเพชรโมอีส ที่เขาทำขึ้นมาเลียนแบบเพชรที่เคยเห็นออกโทรทัศน์ว่า ดูออกยากมากใช่หรือเปล่า?

ใช่ค่ะ เนื่องจาก เจ้าเครื่องตรวจสอบเพชรที่มีอยู่ในตลาดนั้นถูกผลิตขึ้น เพื่อตรวจสอบความเฉื่อย ของการนำความร้อนของธาตุคาร์บอนในเพชร เท่าที่ผ่านมาก็ใช้ในการตรวจสอบเพชรว่าแท้หรือไม่ ได้โดยสะดวก เนื่องจากไม่มีของเลียนแบบเพชรตัวใดที่มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ          เรื่องดำเนินมาอย่างราบรื่น จนกระทั่งวันหนึ่ง มีผู้ผลิตสารเลียนแบบธรรมชาติ ที่มีคาร์บอน เป็นองค์ประกอบและไร้สี ขึ้นมาขาย (นามว่า มอยซาไนท์สังเคราะห์) ทำให้เจ้า DIAMOND TESTERไม่สามารถทำงานคนเดียวได้อีกต่อไป จำเป็นต้องใช้เครื่องตรวจสอบ มอยซาไนท์ เข้ามาช่วยอีกแรง

ที่ว่าต้องมีการใช้เครื่องตรวจสอบมอยซาไนท์เข้ามาช่วย ก็เพราะเจ้าเครื่องตรวจสอบมอยซาไนท์ตัวเดียว สามารถบอกเราได้แค่ว่าหินสีขาวที่กำลังทำการทดสอบอยู่ตรงหน้าเป็นโมอีสหรือไม่ (ถ้าใช่เครื่องจะมีไฟสีเขียวขึ้น แต่ถ้าไม่ใช่โมอีสแล้วหล่ะก็ เจ้าเครื่องนี้จะไม่สามารถบอกต่อได้ว่า หินเม็ดนี้เป็นเพชร เพชรัสเซีย พลอยเพทายขาว หรืออื่นๆได้เลย)

ฟังดูแล้ว รู้สึกว่าการซื้อเพชร ออกจะดูยุ่งยากแกมน่ากลัวยังไงชอบกล ก็แหมของสวยๆงามๆราคาแพงเนี่ย เสียเวลาตรวจสอบกันสักหน่อยจะดีกว่านะคะ โดยปกติแล้วการตรวจสอบโดยใช้เครื่องตรวจสอบเพชร ทั้งสองอย่างช่วยนี้ ใช้ทดสอบได้ดีกับหินสีขาวใสเม็ดเล็กๆที่ขึ้นตัวเรือนแล้ว (ยากที่จะดูออกเนื่องจากขนาดเจ้า เล็กเหลือเกิน) ส่วนการดูเพชรที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย (ขนาดประมาณ 0.50 กะรัต) ความแตกต่าง ระหว่างของเลียนแบบกับของธรรมชาติจะเริ่มเห็นได้ชัดมากยิ่งขึ้น แต่พอมาถึงขนาดที่ใหญ่ขึ้น ความกังวล กลับไม่ได้อยู่แค่ว่าของจริงหรือของปลอมเท่านั้น เพราะถึงเป็นของจริงเหมือนๆกันที่มีคุณค่าความงามต่างกัน เพียงนิดเดียว ราคาก็ต่างกันค่อนข้างมาก แต่ใจเย็นๆค่ะ ของอย่างนี้ถ้าลองเป็นคนช่างสังเกตุแล้วหล่ะก็ วันหนึ่งคุณอาจกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ประมาณว่ามองปราดเดียวก็บอกได้เลยว่าของสวยหรือไม่ เพราะเคย ได้ยินมาว่าความสามารถในการจำแนกของสวยของงาม มาพร้อมๆกับสัญชาติญาณของความเป็นแม่  จริงหรือไม่ ต้องพิสูจน์!

หลักการคร่าวๆที่สามารถใช้แยกความแตกต่างระหว่างของเลียนแบบเพชรกับเพชรแท้ ที่พอจะสังเกตุเห็น ได้ด้วยตาเปล่าหรือกล้องขยาย (อย่างกล้องดูพระที่มีกำลังขยายสัก 10 เท่า)  ความแตกต่างนี้ จะเห็นได้ชัดมากขึ้นเมื่อเพชรยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งพอจะแบ่งเป็นหลักได้สองอย่าง

อย่างแรก ความแวววาวของเพชร

เพชรเป็นแร่ธาตุอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ฉะนั้นแสงที่ได้จากการสะท้อนจะดูแวววาว แต่ไม่จัด เหมือนของที่ทำเลียนแบบขึ้น (อ้าว!อย่างนี้ของที่ทำเลียนแบบก็สวยกว่าของจริงซิ?แหม  ก็ทีดอกไม้จริง แม้สีจะไม่จัดแบบดอกไม้พลาสติก แต่ความสดชื่นและมีชีวิตชีวาเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากดอกไม้พลาสติก เห็นด้วยไหมค่ะ?) แถมอีกนิด ถ้าลองได้วางเพชรเทียบกับของปลอมแล้ว จะเห็นได้ว่า ความวาวที่สะท้อน ออกมาจากเพชรจะดูหนักแน่น ในขณะที่ของเลียนแบบอื่นๆจะให้ความรู้สึกกลวงๆมากกว่า (ต้องลองค่ะ ต้องลอง)

อย่างที่สอง ความแข็งแกร่งของเพชร

เนื่องจากไม่มีอัญมณีใดจะแข็งแกร่งเกินเพชรไปได้ ผลจากการเป็นสุดยอดผู้แข็งแกร่งในหล้าก็คือ การมีความเงา และความคมของเหลี่ยมเจียรนัยที่เฉียบเฉพาะตัว ลองวางแหวนเพชรบนนิ้วมือ ขยับนิ้วเล็กน้อย เพื่อดูการสะท้อนแสงแต่ละเหลี่ยม (แต่อย่าลืมล้างเพชรให้สะอาดก่อนนะคะ) เหลี่ยมเจียรนัยของเพชรทุกเหลี่ยม ทำหน้าที่เหมือนกระจกเงาในการสะท้อนแสงกลับคืนตา เงาที่เห็นจากเหลี่ยมเพชรแต่ละเหลี่ยมจะคมชัด ในขณะที่เหลี่ยมของเลียนแบบเพชรอื่นๆจะมีเหลี่ยมที่ดูมนๆกว่า เนื่องจากวัตถุที่ยิ่งแข็ง จะยิ่งสามารถตัดเหลี่ยม ที่คมกริบได้ดี

ข้อสังเกตุทั้งสองอย่างนี้ จะเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเพชรมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยทำการสำรวจเพชรภายใต้ไฟสีขาว (DAY LIGHT) สำหรับการฝึกดูแรกๆ การใช้กล้องกำลังขยาย 10 เท่า (อย่างกล้องดูพระที่มีกำลังขยายสัก 10 เท่า) จะช่วยให้เห็นเหลี่ยมมุมที่ชัดเจนมากขึ้น เริ่มที่การดูความคมของเหลี่ยมเพชรก่อน ถ้าเหลี่ยมไม่ดูคมเฉียบแล้วไล่ะก็ สามารถตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนได้ ส่วนหลักการอื่นๆ อย่างเช่นที่เคยได้ยินมาว่า เพชรแท้จับแล้วเย็นกว่าของเทียม หรือที่ว่า ของแท้ต้องติดกระจกได้ ยังไม่่มีหลักการ ทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงค่ะ

อ่านจบถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกเข้าใจยากไหมค่ะ เพราะจริงๆแล้ว การซื้อของมีราคา ก็มักจะเป็นการซื้อจากร้านเจ้าประจำที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมาหลายปี (ตามความเห็นของผู้เขียน การซื้อของด้วยความเชื่อใจซึ่งกันและกัน เป็นนิสัยที่น้ารักของมนุษย์ - ดีกว่าการเป็นคนขี้ระแวงตั้งแยะ) เพียงแต่การมีความรู้ติดตัวนิดๆหน่อยๆ ถือว่าเป็นภูมิคุ้มกันและเป็นอาหารสมองของผู้บริโภคยุคจรวดอย่างเราๆเหมือนกันนะคะ ถ้ามีโอกาส ลองฝึกดูจริงๆซิค่ะ แล้วคุณจะพบว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิดมาก่อน โบราณท่านว่า สิบปากว่า ไม่สู้เท่าตาเห็น จริงไหมค่ะ  `